วันที่ระลึก 11.18

หนังสือระบบการศึกษาสร้างคุณค่า

เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยสองมือนี้

ันที่ 18 พฤศจิกายน เป็นวันที่ระลึกการก่อตั้งสมาคมโซคา สืบเนื่องจากวันนี้ ในปี ค.ศ. 1930 ได้มีการตีพิมพ์หนังสือ “ระบบการศึกษาสร้างคุณค่า” เล่มที่ 1 ของอาจารย์จึเนะซาบุโระ มาคิงุจิ ประธานสมาคมคนแรก

อาจารย์มาคิงุจิเกิดเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ. 1871 ที่เมืองคาชิวาซากิ จังหวัดนิอิงาตะ ต่อมาอาจารย์ไปเป็นครูสอนหนังสืออยู่ที่ฮอกไกโด ตั้งแต่นั้นมาก็ทำงานอยู่ในสายของนักการศึกษามาตลอด

ในปี ค.ศ.1928 ขณะที่อาจารย์มาคิงุจิมีอายุ 57 ปี อาจารย์ได้พบกับจุดเปลี่ยนครั้งยิ่ง ใหญ่ของชีวิตคือการได้พบกับพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน ท่านได้แสวงหาปรัชญามนุษยนิยมที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อความสุขของมวลมนุษย์มานานแล้ว เมื่อได้มาสัมผัสกับปรัชญามนุษยนิยมของพุทธธรรม ท่านจึงตั้งใจว่าเวลานี้แหละเป็นเวลาที่จะรวบรวมทฤษฎีการศึกษาที่ตัวเองได้เขียนมาทั้งหมดแล้วนำมาจัดทำให้เป็นระบบ

การออกเดินทางของอาจารย์กับศิษย์เพียงลำพังสองคนเท่านั้น

ผู้ที่อาจารย์มาคิงุจิได้บอกกล่าวความตั้งใจของตนเองให้ทราบเป็นคนแรกคืออาจารย์โจเซอิ โทดะ ผู้เป็นศิษย์รักซึ่งต่อมาภายหลังเป็นประธานสมาคมคนที่ 2

ในค่ำคืนหนึ่งของเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1929 เมื่ออาจารย์โทดะได้รับฟังความตั้งใจของผู้เป็นอาจารย์แล้ว จึงตัดสินใจว่าตัวเองจะเป็นคนตีพิมพ์ทฤษฎีการศึกษาของผู้เป็นอาจารย์ออก มาเป็นรูปเล่มให้ได้

อาจารย์โทดะ : อาจารย์ครับ เป้าหมายของทฤษฎีการศึกษาของอาจารย์คืออะไรครับ
อาจารย์มาคิงุจิ : ก็คือการสร้างคุณค่า
อาจารย์โทดะ : ถ้าอย่างนั้น ก็ตั้งชื่อว่า การศึกษาสร้างคุณค่า ดีมั้ยครับ

ด้วยเหตุนี้ ทฤษฎีการศึกษาของอาจารย์มาคิงุจิจึงมีชื่อว่า “ระบบการศึกษาสร้างคุณค่า” อาจารย์โทดะผู้เป็นศิษย์เป็นคนทำทุกอย่างคนเดียว เป็นคนเก็บรวบรวมบันทึกทั้งหมดที่อาจารย์มาคิงุจิได้เขียนไว้นำมาจัดให้เป็นหมวดหมู่ เป็นคนคิดหาทางระดมทุนสำหรับการจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้

ในปีถัดมา ได้มีการตีพิมพ์หนังสือ “ระบบการศึกษาสร้างคุณค่า” เล่มที่ 1 ในท้ายเล่มของหนังสือได้พิมพ์ชื่อผู้เขียน ผู้จัดพิมพ์และสำนึกพิมพ์ไว้ ผู้เขียน–จึเนะซาบุโระ มาคิงุจิ ผู้จัดพิมพ์ –โทดะ โจงาอิ สำนักพิมพ์–สมาคมการศึกษาสร้างคุณค่า

ด้วยเหตุนี้ วันที่ 18 พฤศจิกายน ค.ศ.1930 วันที่ตีพิมพ์หนังสือ“ระบบการศึกษาสร้างคุณค่า” เล่มที่ 1 จึงเป็นวันที่ “สมาคมการศึกษาสร้างคุณค่า” ได้ออกสู่สายตาสาธารณชนเป็นครั้งแรก โดยอาจารย์กับศิษย์เพียงลำพังสองคนเท่านั้น และวันนี้ได้กลายเป็นวันแห่งประวัติศาสตร์ของการก่อตั้งสมาคมโซคาในปัจจุบัน

(หมายเหตุ : โทดะ โจงาอิ เป็นชื่อเดิมของอาจารย์โทดะ ท่านได้เปลี่ยนชื่อเป็นโจเซอิ โทดะ ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2)

วันแห่งการสละชีวิตเพื่อคำสอนของอาจารย์มาคิงุจิ

จดหมายฉบับสุดท้ายของอาจารย์มาคิงุจิ

วันที่ 18 พฤศจิกายน ยังเป็นวันครบรอบมรณกรรมของอาจารย์มาคิงุจิด้วย (ค.ศ.1944) ประมาณปี ค.ศ.1940 เป็นต้นมา รัฐบาลทหารญี่ปุ่นในสมัยนั้นซึ่งมุ่งแต่จะทำสงคราม ได้เริ่มควบคุมประชาชนในด้านของความคิดอย่างจริงจัง ในที่สุดก็บังคับขู่เข็ญประชาชนทั้งประเทศให้นับถือศาสนานิกายชินโตซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติ

อาจารย์มาคิงุจิได้ต่อต้านการกระทำดังกล่าวของรัฐบาลอย่างเปิดเผยไม่เกรงกลัว โดยท่านได้จัดประชุมสนทนาธรรมในแต่ละสถานที่อย่างมีชีวิตชีวา วิพากษ์วิจารณ์แนวความคิดแบบรัฐบาลทหารอย่างสง่าผ่าเผย และไม่หยุดที่จะบอกกล่าวเรื่องความเที่ยงธรรมของพุทธธรรมให้กับผู้คน

การถูกกลั่นแกล้งเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือในวันที่ 6 กรกฎาคม ค.ศ. 1943 อาจารย์มาคิงุจิ อาจารย์โทดะและระดับผู้นำของสมาคมการศึกษาสร้างคุณค่าอีก 21 คนได้ถูกทางการตั้งข้อกล่าวหาฐานไม่เคารพและฝ่าฝืนกฎหมายรักษาความสงบสุขของบ้านเมืองและถูกจับในที่สุด

แม้อาจารย์มาคิงุจิจะถูกกักขังอยู่ในห้องขังเดี่ยวที่หนาวเย็นยะเยือกในฤดูหนาว ไม่มีเครื่องทำความร้อน ร่างกายก็อยู่ในสภาพที่ขาดอาหารเพราะได้ทานอาหารน้อยมาก และแม้จะถูกสอบสวนอย่างโหดร้ายทารุณวันแล้ววันเล่าก็ตาม อาจารย์ก็ยังศรัทธามั่นคงไม่หวั่นไหวและต่อสู้อย่างไม่ยอมจำนนอย่างถึงที่สุด แต่วันคืนอันโหดร้ายทารุณในเรือนจำได้บั่นทอนสุขภาพร่างกายของท่านซึ่งมีอายุกว่า 70 ปี ให้ทรุดโทรมลงไปเรื่อย ๆ

วันที่ 13 ตุลาคม ค.ศ. 1944 ขณะที่อาจารย์มาคิงุจิยังอยู่ในเรือนจำ อาจารย์ได้เขียนจดหมายฉบับหนึ่งถึงครอบครัว มีใจความว่า “อุปสรรค 3 มาร 4 จะแย่งชิงกันเกิดอย่างแน่นอน เป็นไปตามที่กล่าวอยู่ในพุทธธรรม” เป็นคำพูดที่เปี่ยมล้นด้วยความเชื่อมั่นในความศรัทธาอย่างแน่วแน่ และเป็นจดหมายฉบับสุดท้ายที่อาจารย์มาคิงุจิได้เขียนก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต

หนึ่งเดือนต่อมา คือในวันที่ 18 พฤศจิกายน ค.ศ. 1944 อาจารย์มาคิงุจิก็เสียชีวิตในเรือนจำด้วยวัย 73 ปี ในยุคสมัยที่ประเทศญี่ปุ่นตกอยู่ในความมืดมนของลัทธิรัฐบาลทหารและนักการศาสนาตลอดจนนักคิดส่วนใหญ่ยอมจำนนต่อการถูกกลั่นแกล้งและกลับไปยกย่องลัทธิทหาร ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ อาจารย์มาคิงุจิก็ไม่เคยยอมจำนนต่อการกดขี่ใด ๆ เลย จิตวิญญาณที่ไม่ยอมจำนนอย่างถึงที่สุดเช่นนี้ของท่าน แม้กระทั่งทุกวันนี้ก็ยังคงสาดแสงไม่ดับสูญ

วารสารสู่ความสุข